วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2556

อบรม ผู้ดำเนินการสปา รุ่น 11 ครั้งที่ 1 เดือนเมษายน 56


รายละเอียด
ประวัติความเป็นมาของสปาเพื่อสุขภาพและทรีทเมนท์ต่างๆ ในสปาเพื่อสุขภาพ
ประเภทของสถานประกอบการในสปาและทรีทเมนท์ต่าง ๆ ในสปาเพื่อสุขภาพ
การจัดเตรียมสถานที่ คุณสมบัติต่าง ๆของบุคลากรในทรีทเมนท์แบบต่างๆ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานประกอบการและบุคลากรในสปาเพื่อสุขภาพ
การนวดหัตถบำบัดองค์รวม การบริการต่างๆ ในสปาเพื่อสุขภาพ
การบริการทรีทเมนท์สปาแผนตะวันออกและทรีทเมนท์สปาแผนตะวันตก
รายละเอียดและวิธีการใช้ อุปกรณ์ที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้บริการในสปาเพื่อสุขภาพ
ข้อห้ามข้อควรระวังและการปฐมพยาบาลสำหรับอุปกรณ์และทรีทเมนท์ต่างๆในสปาเพื่อสุขภาพ
กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาเบื้องต้นเพื่อการบริการสปาเพื่อสุขภาพ
การจัดทำคู่มือบริหารจัดการระบบภายในของสปาเพื่อสุขภาพ
การจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการทดสอบผู้ดำเนินการสปาเพื่อสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข
การประเมินผลการทดสอบและการปรับปรุงเพื่อความพร้อมในการทดสอบผู้ดำเนินการสปา เพื่อสุขภาพ
ค่า อบรม รวม เอกสารการอบรม และข้อทดสอบเตรียมความพร้อมสำหรับการทดสอบ ของว่างและเครื่องดื่ม วุฒิบัติผ่านการอบรมหลักสูตรการบริการและจัดการสปา  และมีบริการจัดหางานให้ฟรี
ระยะการอบรม
เสาร์ และอาทิตย์ จำนวน 2 วัน สถานที่อบรม ใกล้รถไฟฟ้า (จะเเจ้งภายหลัง เนื่องจากรอจำนวนผู้อบรม)
รับ จำนวน รุ่น ละ 15 ท่าน เท่านั้น
ผู้อบรม
ผู้สอบผ่าน ผู้จัดการสปา รุ่นก่อนๆ (จัดตามจำนวนผู้อบรม)
ค่าอบรม 2 วัน 5,000 บาท รวม อาหารว่าง อาหารกลางวัน บุฟเฟต์ น้ำดื่ม เอกสารการอบรม
การมัดจำ เพื่อเช็ค จำนวนผู้อบรม 2,000 บาท จ่ายตอนอบรมหน้างาน 3,000 บาท
โทร
0900296826, 0900296824, 0822282651

วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การนวดลดอาการปวดบ่าและคอ


การนวดลดอาการปวดบ่าและคอ
 

      การนวดลดอาการปวดบ่าและคอ

ประโยชน์ของการนวด

ในปัจจุบันการนวดได้รับความนิยมเพราะเมื่อได้รับการนวดแล้วทำให้สุขภาพดีขึ้น (กรุงไกรเจนพาณิชย์. 2534ซ 40-41) ได้อธิบายไว้ดังนี้

1. ผลของการนวดไทย

มีผลดีต่อทุกระบบร่างกาย

1.1 เพิ่มการไหลเวียน : เลือดน้ำเหลือง

1.2 เพิ่มการทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อลาย กล้ามเนื้อเรียบ สมอง, ระบบประสาท

1.3 ลดความเครียด ความกังวล

1.4 ลดการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อลาย ฯลฯ

2. คนไข้ได้ผลดีทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะ

2.1 อาการปวดเมื่อยตามตัวหายไป

2.2 กินได้ - นอนหลับ - ผ่อนคลายทั้งตัว

2.3 รู้สึกแจ่มใส หายปวดหัว วิงเวียน

2.4 ตาสว่าง สดชื่น กระปรี้กระเปร่า

2.5 หายเหนื่อยเร็ว (หัวใจ ปอด)

2.6 ท้องเบาสบาย ไม่อึดอัด

2.7 หายใจเต็มอิ่ม มีความคล่องตัว ฯลฯ

2.8 การนำ "นวดไทย" มาประยุกต์ใช้ (ยามจำเป็น ลางเนื้อชอบลางยา)

2.9 การป้องกัน - กินไม่ได้ นอนไม่หลับ วิตกกังวล (เครียด) นวดถนอมสายตา

2.10 การรักษาอาการ - ปวดเมื่อย ปวดหัว มึนงง วิงเวียน นวดรักษา สายตา ฯลฯ

2.11 การรักษาสาเหตุ - ปวดข้อมือ ข้อไหล่ติด ตกหมอน หลังแข็ง ข้อ แพลง ฯลฯ

2.12 การพิเคราะห์แยกโรค - ปวดท้อง แน่นอก หายใจขัด ตามัว

2.13 การรักษาเร่งด่วน (ปัจจุบันพยาบาล) - ปวดกระเพาะ - ลำไส้, หอบเหนื่อย (หืด) ปวดหัวอย่างรุนแรง (ความดัน ไมเกรน) ฯลฯ

2.14 การฟื้นฟูสภาพ - เป็นโรคที่ทำให้ต้องนอนนาน ผู้ป่วยสูงอายุหลังหายจากหวัด ลดอาการท้องอืดหลังผ่าตัด ฯลฯ

2.15 การทำให้มีอายุยืน - ช่วยจัดการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ให้เหมาะสม ฯลฯ

2.16 ข้อสังเกต

2.17 การใช้สมาธิร่วมด้วยจะทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

2.18 ควรอนุรักษ์การนวดไทยและพัฒนาด้วยการค้นคว้าวิจัยต่อไปให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น

2.19 โปรดร่วมมือร่วมใจพัฒนาการนวดไทย ให้ข้อความต่อไปนี้เป็นจริงให้จงได้



อาการการปวดบ่าและต้นคอ

คอ ซึ่งมีลักษณะบอบบางกะทัดรัดเมื่อเปรียบเทียบกับศีรษะและลำตัวที่มันเชื่อม อยู่นี้ เป็นชุมทางใหญ่ของระบบประสาทจากสมอง ที่ควบคุมสั่งการไปยังส่วนของร่างกายทั้งหมดนับจากคอลงมา คอจึงมีหน้าที่สำคัญที่จะปกป้องคุ้มครองไขสันหลัง เส้นประสาทต่าง ๆ ที่ออกจากสมอง หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง รวมทั้งทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักของหัวกระโหลกและมันสมองซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ หนักและสำคัญที่สุดของคนเรา

เนื่องจากส่วนคอ ต้องทำหน้าที่ที่สำคัญ และยิ่งใหญ่ประกอบกับโครงสร้างที่บอบบางและละเอียดอ่อน ทำให้คอมีโอกาสได้รับความชอกช้ำหรือบาดเจ็บได้ง่าย และบ่อยมาก การปวดคอหรือบริเวณใกล้เคียง จึงพบได้มากรองลงมาจากภาวะปวดหลัง

การ บาดเจ็บของคอที่พบบ่อย และค่อนข้างมีอาการเจ็บปวดมาก คือ อาการคอแข็ง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ตกหมอน" ซึ่งเกิดเนื่องจากมีการเคลื่อนของข้อต่อกระดูก เพียงเล็กน้อยเป็นผลทำให้เอียงคอหรือเคลื่อนไหวศีรษะไปในทางใดทางหนึ่งไม่ ได้ และอาจมีการหดเกร็งแข็งของกล้ามเนื้อคอร่วมด้วย อาการเหล่านี้จะหายได้เองภายใน 2-3 วัน ภายหลังจากคอได้

"พักผ่อน" ตัวเอง โดยไม่ต้องรอว่าเจ้าของจะยอมอนุญาตหรือไม่ เพราะการที่คอไม่ยอมเคลื่อนไหวเลยก็เป็นการหยุดพักในตัวเบ็ดเสร็จอยู่แล้ว

สาเหตุของการปวดคอที่พบบ่อย

1. อิริยาบถหรือท่าที่ผิดสุขลักษณะ

ใน กิจวัตรประจำวันที่กล้ามเนื้อของคอบางมัดถูกใช้งานจนเมื่อยล้าเกินไป เช่น คนที่ชอบยืนทำท่าหลังค่อม พุงยื่นจะทำให้คอต้องก้มมาข้างหน้ามาก ซึ่งพบได้บ่อยในคนอ้อนที่มีไขมันหน้าท้องมากและกล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแอ การนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานทั้งวัน เช่น งานนั่งโต๊ะเขียนหนังสือ งานเย็บจักร ซักผ้าหรือตรงกันข้าม พวกกรรมกรก่อสร้าง ช่างไม้ที่ต้องเงยหน้าทำงานอยู่นาน ๆ การเงยคออยู่ตลอดเวลาก็ทำให้ปวดคอได้เช่นกัน
การนอนในท่าที่นอนคอพับหรือบิดไปข้างใดข้างหนึ่ง นอนหนุนหมอนที่สูงเกินไป ฯลฯ จะทำให้ปวดคอหรือคอเคล็ดหลังจากตื่นนอนได้

2. ความเครียดทางจิตใจ

การ ดำรงชีวิตในปัจจุบันทำให้เกิดความเครียดได้ง่ายและได้มาก เช่น จากหน้าที่การงานที่ทำประจำ เศรษฐกิจที่รัดตัว ปัญหาชีวิตครอบครัว ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทำลายสุขภาพทางกายหรือใจ และการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ฯลฯ อาจทำให้กล้ามเนื้อคอเกิดการหดเกร็งมากและนานผิดปกติ ทำให้เกิดอาการปวดต้นคอหรือปวดศีรษะบริเวณท้ายทอยภายหลังจากการทำงาน หรือมีปัญหาขัดแย้งดังกล่าว

3. ภยันตรายบริเวณกระดูกคอ

3.1 คอเคล็ดหรือยอก

ไม่ ว่าในขณะเคลื่อนไหวร่างกายในการทำกิจวัตรประจำวัน หรือทำงานตามปกติอาจเกิดเหตุบังเอิญทำให้คอต้องเคลื่อนไหวมาก หรือรวดเร็วรุนแรงกว่าปกติ ซึ่งมีผลทำให้เส้นเอ็นหรือกล้ามเนื้อต้องถูกยึดมากจนมีการฉีกขาดบางส่วน เกิดอาการปวดและกล้ามเนื้อหดตัวเกร็งในทิศใดทิศหนึ่ง ทำให้เคลื่อนไหวไม่ถนัด ภาวะที่ทำให้เกิดคอเคล็ดหรือยอกได้บ่อย ๆ ได้แก่ การนั่ง หรือยืนโหนรถเมล์ เมื่อรถหยุดกระทันหันคอจะถูกเหวี่ยงไปข้างหลังแล้วพับมาข้างหน้าอย่างแรง การยึดหรือก้มคอเพื่อมองหาของที่ตกใต้โต๊ะ ใต้เตียง ตลอดจนการหกล้มศีรษะถูกกระแทกทำให้คอพัก นอกจากนี้ที่พบได้บ่อยคือ การนอนบนหมอนที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ภายหลังจากตื่นนอนแล้วจะพบว่ามีอาการ "ตกหมอ " ได้

3.2 การบาดเจ็บของกระดูกคอ

อาจเกิดขึ้นได้จาก อุบัติเหตุต่าง ๆ เช่น ตกจากที่สูง ถูกทำร้ายร่างกาย รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำหรือชนกัน ฯลฯ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดคอรุนแรง หรือร่วมกับการบาดเจ็บส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยที่ใกล้ที่สุด ต้องระวังในขณะโยกย้ายผู้ป่วย อย่าพับคอผู้ป่วยหรือให้คออยู่ในท่าก้มศีรษะโดยเด็ดขาด ควรหาไม้กระดานรองรับส่วนศีรษะ คอ และทรวงอกให้อยู่ในท่านอนราบตรง ๆ มิฉะนั้นผู้ป่วยอาจถึงตายหรือเกิดอัมพาตของแขนขาทั้งสองข้างอย่างทันทีทันใด ได้ เนื่องจากกระดูกคอหักเคลื่อนที่ไปกดทับถูกไขสันหลังเข้า

4. ภาวะข้อเสื่อม

จาก ภาระหน้าที่ที่กระดูกคอต้องแบกตลอดเวลาตั้งแต่เด็กเมื่อเริ่มชันคอได้ ข้อต่อของกระดูกย่อมเสื่อมสภาพไปตามสังขารและความสมบุกสมบันในการใช้งาน การเสื่อมเกิดขึ้นได้ทั้งข้อต่อของหมอนรองกระดูกที่อยู่ด้านหน้าและที่อยู่ ด้านหลัง การเปลี่ยนแปลงของข้อเสื่อมคือ มีปุ่มกระดูกหรือกระดูกงอกที่ขอบ ๆ ของข้อต่อ ซึ่งอาจไปกดทับถูกปลายประสาทที่ออกมาจากช่องระหว่างป้องกระดูกหรือการเสื่อม ของหมอนกระดูกเองที่เคลื่อนไปกดทับถูกไขสันหลังหรือเส้นประสาท

5. ข้ออักเสบ

โรค ข้ออักเสบเรื้อรัง บางชนิดจะทำให้ข้อต่อที่กระดูกอักเสบด้วย เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ เกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้ผู้ป่วยมักปวดข้อรุนแรง ไม่ควรรักษาตนเอง ควรรีบไปปรึกษาแพทย์

6. กลุ่มอาการปวดเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ

เป็น สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดคอได้มากกว่าสาเหตุใด ๆ ดังกล่าวข้างต้น พบได้ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวจนถึงวัยสูงอายุ โดยเฉพาะในวันสูงอายุ มักทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเกิดจากกระดูกคองอกไปกดทับเส้นประสาท ซึ่งความจริงแล้วเกิดจากมีปัญหาหรือพยาธิสภาพที่กล้ามเนื้อบริเวณคอหรือ สะบักโดยตรง ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป นอกจากจะมีอาการปวดคอแล้ว อาจมีอาการปวดมึนศีรษะร่วมด้วย หรือมีอาการปวดร้าวไปที่ไหล่ แขน มือ และร่วมกับมีความรู้สึกชาที่แขนและปลายนิ้วมือ คล้ายกับเส้นประสาทถูกกดทับด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกลุ่มกล้ามเนื้อที่มีปัญหา ซึ่งมีอาการแสดงแตกต่างกันออกไปของแต่ละ กลุ่มกล้ามเนื้อ



อาการและอาการแสดง

มี อาการปวดในกล้ามเนื้อและปวดมากขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อนั้นถูกใช้งานมากมีบริเวณ (โซน) ของการปวดร้าว พบจุดกดเจ็บในกล้ามเนื้อ เมื่อกดจะเจ็บมากขึ้นและอาจปวดร้าวได้ คลำพบพึงผืดลักษณะเป็นก้อน หรือแถบแข็งเป็นลำ บริเวณจุดกดเจ็บ อาจพบว่ามีการจำกัดการเคลื่อนไหวของข้อต่อใกล้เคียง และกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้

การรักษาตนเองเมื่อมีอาการปวดคอ

1. สำหรับผู้ที่มีอาการปวดคอหรือคอแข็งอย่างเฉียบพลัน หลังจากการเอี้ยว บิดผิดท่าหรือภายหลังการตื่นนอน

- พยายามพักผ่อนให้มาก ทางที่ควรหาโอกาสนอนราบชั่วคราว เพราะจะทำให้คอไม่ต้องแบกน้ำหนักของศีรษะ

- กินยาแก้ปวด ถ้าปวดไม่มากอาจกินยาพาราเซตามอล ขนาด 500 มิลลิกรัม 1 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง หรือถ้าปวดมากให้กินแอสไพริน ขนาด 300 มิลลิกรัม 2-3 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยไม่เกิน 12 เม็ดต่อวัน ต้องกินยาพร้อมกันกับหรือหลังอาหารทันที อาจกินควบกับยาลดกรด เช่น อัลมาเจล อะลั่มมิลค์ ฯลฯ อาการปวดจะทุเลาลงภายใน 2 ชั่วโมง บางครั้งกินยาเพียง 1-2 วัน อาการก็จะหายสนิท หยุดยาได้

- การประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำร้อนในระยะแรกอาจใช้น้ำแข็งทุบใส่ถุงพลาสติกห่อ ผ้าขนหนูบริเวณที่ปวด หรือจะใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบประมาณ 10-15 นาทีก็ได้ จะบรรเทาอาการปวดได้

- การดัดยืดกระดูกคอด้วยตนเอง ใช้สองมือประสานกันที่บริเวณท้ายทอย ค่อย ๆ ออกแรงดัดกระดูกคอในท่าก้มหรือดัดในท่าก้มร่วมกับบิดศีรษะไปในทิศทางที่หัน ไปไม่ได้เต็มที่ ทำเป็นจังหวะอย่างช้า ๆ จนรู้สึกเจ็บเสียวเล็กน้อย แล้วค้างไว้ประมาณ 30 วินาที ทำชุดละ 5-10 ครั้ง วันละ 3 ชุด ภายหลังการดัดยืดแล้วอาการเจ็บปวดจะลดลงการเคลื่อนไหวคอจะมากขึ้นแล้วจะหาย ดีภายใน 3 วัน

- การใส่ปลอกคอ มักไม่มีความจำเป็น ยกเว้นในรายที่ปวดมากจริง ๆ กินยาแล้วยังไม่ทุเลาอาจทำปลอกคอง่าย ๆ โดยใช้ผ้าขนหนูขนาดกลางพับเป็นแถบกว้าง 3-4 นิ้ว พันรอบคอแล้วใช้เข็มกลัดซ่อนปลายกลัดให้แน่นพอที่จะกันไม่ให้ก้มหรือตะแคงคอ ได้ แต่ต้องไม่แน่นมากจนอึดอัดหายใจไม่สะดวก

- การยึดกล้ามเนื้อ ท่านต้องทราบว่ากล้ามเนื้อมัดใดที่มีปัญหา
โดยคำขอปรึกษาจากนักกายภาพบำบัดแล้วค่อย ๆ ยืดเนื้อเยื่อไปตามความยาวของกล้ามเนื้อ
ยืดค้างนาน 10-20 วินาทีแล้วพัก ทำชุดละ 10 ครั้ง วันละ 2-3 ชุด

- หลีกเลี่ยงการใช้งานหลักของกล้ามเนื้อมัดที่มีปัญหา
หรือท่าทางที่ทำให้มีอาการปวดมากขึ้น

ลำดับการเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อจนอวัยวะไม่สามารถทำงานได้

การออกแรงทำงานกล้ามเนื้อทำงานซ้ำซากหรือทำงานนานเกินไป

กล้ามเนื้อล้า

มีการสะสมของเสียในกล้ามเนื้อ

การขาดโลหิตหล่อเลี้ยงทำให้บวม ร้อน
ปวดกล้ามเนื้อ

ปวดเกร็ง

ข้อต่อเคลื่อนไหว

ไม่สะดวก
1. ปฏิกิริยาของใยกล้ามเนื้อ

2. การหดตัวของกล้ามเนื้อ

3. ข้อต่อเคลื่อนไหวลำบาก

4. ลดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

5. เอ็นเคลื่อนไหวลำบาก
อวัยวะส่วนนั้นไม่สามารถใช้งานได้อาการปวดศีรษะ

การ ปวดศีรษะ เป็นอาการป่วยอย่างหนึ่งซึ่งแพทย์มักจะได้รับคำบอกเล่าจากคนไข้บ่อยที่สุด เป็นอาการที่พบได้บ่อยโดยปราศจากโรคร้ายแรง แต่สามารถคุกคามต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ได้ (Diamond, Solomon, Frietag 1989:249) ปวดศีรษะ หมายถึง ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับหน้าผากขึ้นไป อาจเป็นอาการตึง ๆ หนัก ๆ มึนงงจนถึงปวดศีรษะ และมักจะรวมความเจ็บปวดบริเวณใบหน้าและต้นคอ อาการปวดศีรษะมีอยู่หลายชนิดและหลายรูปแบบเป็นอาการแสดงของโรค แต่มิใช่ตัวโรคสามารถเป็นผลมาจากการได้รับบาดเจ็บ การเปลี่ยนแปลงของสารฮอร์โมน ฯลฯ (ลีออน ไซเทา 2537:8) นิพนธ์ พวงวรินทร์ (2533) ได้จำแนกสาเหตุของอาการปวดศีรษะไว้เป็นกลุ่ม ๆ ดังนี้

1. ปวดศีรษะจากเส้นเลือด (Vascular headache) เกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือดแดงบริเวณศีรษะที่พบบ่อยได้แก่ ไมเกรน (Migraine) กลุ่มอาการปวดศีรษะ (cluster headache) เป็นต้น

2. ปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัว ความเครียด (muscle contration headache, tension headache) เป็นอาการปวดศีรษะที่พบได้บ่อยที่สุดและเป็นสาเหตุของการปวดศีรษะในประชาชน ทั่วไป

3. ปวดศีรษะจากการบาดเจ็บของศีรษะ (headache associated with head trauma)

4. ปวดศีรษะจากความดันในสมองเพิ่มขึ้น (meningeal irritation type of headache)

5. ปวดศีรษะจากความดันในสมองเพิ่มขึ้น (increase intracranial pressure type of headache)

6. ปวดศีรษะจากการติดเชื้อ (headache associated with systemic of focal infetion)

7. ปวดศีรษะจากโรคตา หู จมูก ฟัน และอวัยวะในช่องปาก เช่น ต้อหินเฉียบพลัน โพรงอากาศอักเสบเฉียบพลัน เป็นต้น

8. ปวดศีรษะจากประสาทอักเสบ (cranial neuralgia) จะมีอาการปวดเฉพาะเหมือนถูกไฟดูดหรือถูกลวดไฟเผา จะปวดช่วงสั้น ๆ เป็นวินาทีในแต่ละครั้ง

9. ปวดศีรษะจากภาวะจิตใจ (psychogeicheadache) เกิดจากสาเหตุทางจิตใจ ไม่สามารถปรับชีวิตให้เข้ากับสังคม สิ่งแวดล้อมได้

10. ปวดศีรษะจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น ปวดศีรษะจากการไอ จากการได้รับยาบางอย่างจากการขาดออกซิเจน เป็นต้น

กลไกการปวดศีรษะจากความเครียดความ เครียดสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ โดยเป็นสิ่งที่อยู่ในร่างกายและจิตใจเป็นเวลานานซึ่งจะกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ หดตัวโดยตรง หรือกระตุ้นเส้นเลือดให้หดตัวในกรณีร่วมกับไมเกรนซึ่งมีผลส่งเสริมให้การปวด ศีรษะยังคงอยู่ต่อไป

อาการปวดศีรษะจากความเครียดเป็นอาการผิดปกติทาง กายที่มีสาเหตุมาจากจิตใจเนื่องจากความถี่ ความรุนแรง และระยะเวลาที่ปวดศีรษะมีความสัมพันธ์กับความเครียด (Gannon et al. 1981 : 272) เมื่อบุคคลเกิดความเครียดจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิต อารมณ์ โดยมีกลไกคือสิ่งก่อความเครียด เช่น ความคับข้องใจ ความวิตกกังวลจะกระตุ้นประสาทการรับรู้ (sensory receptors) จะมีสัญญาณประสาทส่งผ่านไปยังสมองส่วนคอร์เท็กซ์ (cerebral cortex) ซึ่งทำหน้าที่แปลผลสิ่งก่อความเครียด และทำให้มีการตอบสนองทางด้านพฤติกรรม นอกจากนั้นบริเวณของด้านบนของสมองส่วนคอร์เท็กซ์ มีการเชื่อมต่อกับระบบลิมบิค (limbic system) ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่มีหน้าที่ตอบสนองต่อความเครียดทางด้านอารมณ์ และเชื่อมติดต่อกับ เรติคิวลาร์ฟอร์เมชั่น (reticular formation) ซึ่งควบคุมระบบของการตื่นตัวดังนั้น แรงกระตุ้นหรือสัญญาณประสาทจากสมองส่วนคอร์เท็กซ์จะถูกส่งมายังระบบลิมบิค ก่อให้เกิดการตอบสนองด้านอารมณ์และส่งต่อไปยังไฮโบธาลามัส ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ นอกจากนี้ไฮโปธาลามัส ยังเชื่อมต่อกับต่อมพิทูอิตารี ซึ่งควบคุมการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต (Boore, et al. 1987 : 162)

ผลของความเครียดต่อการเปลี่ยนแปลงทาง สรีระซึ่งเป็นผลจากการกระตุ้นสมองส่วนคอร์เท็กซ์ ทำให้ร่างกายมีการเตรียมพร้อมโดยการหดตัวของกล้ามเนื้อลาย และการกระตุ้นไอโปธาลามัสกับต่อมพิทูอิตารีทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนอิพิเนฟ รินจากต่อมหมวกไตชั้นในเข้าสู่กระแสเลือดเพิ่มมากขึ้นทำให้หลอดเลือดที่มา เลี้ยงกล้ามเนื้อลายหดลง (Boore,et al. 1987:166) เมื่อกล้ามเนื้อลายหดตัวจะทำให้หลอดเลือดที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อนั้นถูกกดให้ ตีบตันร่วมกับการหดตัวของหลอดเลือดเองด้วย ทำให้ปริมาณ การไหลเวียนของโลหิตมายังกล้ามเนื้อดังกล่าว ลดลงเนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนลดลงไปด้วย ในขณะที่การเผาผลาญเพิ่มขึ้น เนื้อเยื่อของร่างกายจึงเกิดการเผาผลาญ แบบไม่ใช้ออกซิเจน ยังผลให้มีกรดแลคติคสะสมอยู่ในบริเวณกล้ามเนื้อและเกิดภาวะกรดเฉพาะที่ กรดแลคติคที่เกิดขึ้นจะไปกระตุ้นปลายประสาท รับความรู้สึกเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ นอกจากนั้นเนื้อเยื่อที่ขาดออกซิเจนจะปล่อยสารแบรดี้ไคนินและฮีสตามีน ทำให้เนื้อเยื่อไวต่อความเจ็บปวดมากขึ้น (อุดม ปุณยทรรพ 2524 : 28) ดังที่กล่าวมาแล้วว่าระบบลิมบิคมีหน้าที่ควบคุมด้านอารมณ์ภาวะเครียดที่เกิด ขึ้นนอกจากจะเป็นการกระตุ้นให้มีการตอบสนองทางด้านสรีระแล้ว ยังมีการกระตุ้นระบบลิมบิคทำให้มีการตอบสนองในด้านอารมณ์ร่วมด้วย เช่น ความโกรธ ความกลัว และความวิตกกังวล เป็นต้น (Boore , et al.1987:166) ซึ่งจะส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะรุนแรงขึ้นโดยที่ความกลัว และความวิตกกังวัลต่าง ๆ ทำให้ร่างกายเกิดการตอบสนอง โดยการเพิ่มความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นได้ และเมื่อเกิดความเจ็บปวดจะเป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับ โดยมีการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นเป็นผลให้ความเจ็บปวดยิ่งเพิ่มขึ้น ความเจ็บปวดที่เพิ่มขึ้นก็มักทำให้เกิดความวิตกกังวล ถ้ามีมากการตอบสนองต่อความเจ็บปวดก็มากตามไปด้วย

ผู้ป่วยที่มีอาการ ปวดศีรษะจากความเครียดนั้น สิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดมีอยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วยต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความกดดันทางจิตใจสูง หรืออยู่ในเหตุการณ์ที่ไม่สงบสุขเป็นประจำมีการเกร็งของกล้ามเนื้อจนกลาย เป็นพฤติกรรมที่ประพฤติจนเป็นนิสัย และเมื่อมีเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวล ด้วยแล้วกล้ามเนื้อที่เคยเกร็งก็จะถูกทบกระเทือนได้ง่ายขึ้นไปอีก ทำให้อาการปวดศีรษะเพิ่มความรุนแรงขึ้น (วัลลภ ปิย มโนธรรม 2528 : 77) จะเห็นได้ว่าแต่ละองค์ประกอบมีส่วนทำให้อาการปวดศีรษะเพิ่มขึ้นและเกิดเป็น วงจรต่อเนื่องกันไป ดังนั้นวิธีบรรเทาความเจ็บปวดมีหลักการอยู่ที่ว่า การตัดวงจรใดวงจรหนึ่งมีผลลดความเจ็บปวดลงได้ (McCaffery 1979 : 250) สำหรับการนวดเป็นการตัดวงจร A ตรงบริเวณ a ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดไม่ตีบตันซึ่งจะส่งผลให้ไม่เกิดอาการปวดศีรษะ



โรคปวดศีรษะ (ลมปะกังเป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยมากในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน)ปวดศีรษะข้างเดียว มี 2 ชนิด คือ

1. ปวดศีรษะ มีอาการอาเจียนร่วมด้วยมักเป็นลมบ่อย ๆ รักษายาก

2. ปวดศีรษะ ไม่มีอาเจียนร่วมด้วย

สาเหตุ เกิด จากมีเลือดแข็งตัวทำให้การส่งน้ำเลี้ยงขึ้นสมองไม่ได้ดีมีอาการ อาการปวดศีรษะข้างเดียว เป็น ๆ หาย ๆ มีเหตุส่งเสริมให้เป็นหลายอย่าง เช่น ภาวะเครียด ในสตรีอาจมีอาการก่อนมีรอบเดือน

การรักษา นวดพื้นฐาน (นวดไต่หลังท่าหนุมานถวายแหวน) เพื่อส่งน้ำเลี้ยงขึ้นสมอง นวดพื้นบ่า กดจุดสัญญาณ 4 สัญญาณ 5 หลัง และ สัญญาณ 1-5 ศีรษะด้านหลัง

คำแนะนำ

1. การพักผ่อนให้เพียงพอ

2. ลดความเครียด หากิจกรรมทำ

3. ออกกำลังกาย

4. การประคบน้ำร้อน

การประคบด้วยน้ำร้อน

มนุษย์ รู้จักการนำความร้อนมาใช้บำบัดร่างกายตั้งแต่อดีตกาล เช่น การอาบน้ำพุร้อน ช่วยรักษาอาการปวดเมื่อยที่เกิดจากการตรากตรำทำงานหนักหรือช่วยบรรเทาอาการ ปวดข้อที่เกิดจากกล้ามเนื้อถูกใช้งานมากเกินไป ดัง (กันยา ปาละวิวัธน์. 2537 : 1-9) อธิบายไว้ดังนี้

ผลของความร้อนต่อร่างกาย

1. ทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นขยายตัว เป็นเหตุให้เลือดมาเลี้ยงมากขึ้น นำสารอาหารต่าง ๆ รวมทั้งออกซิเจนมาให้เซลล์

2. ความร้อนที่สูงขึ้นจะช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ภายในเนื้อเยื่อ

3. เร่งการทำงานของต่อมเหงื่อให้มากขึ้นเพื่อขับถ่ายความร้อนออกไป ซึ่งทำให้ร่างกายขับสารบางอย่างที่อยู่ในเหงื่อออกไปด้วย เช่น น้ำ เกลือแร่ ยูเรีย และกรดไขมันบางจำพวก

4. ช่วยทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว และมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น

5. ช่วยให้พังผืดยืดตัวออก

6. ความร้อนน้อย ๆ จะมีผลต่อปลายประสาทสัมผัส ทำให้รู้สึกสบายขึ้นลดความเจ็บปวด

ข้อควรระวัง

จาก การทดลองพบว่า เมื่อให้ความร้อนรักษา ส่วนของแขนขา จะทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังระบบทางเดินอาหารลดลง และการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร ตลอดจนน้ำหลั่งต่าง ๆ น้อยลงด้วย

เพราะ ฉะนั้นไม่ควรให้ความร้อนแก่ส่วนของแขนขาเป็นบริเวณกว้างและนานภายหลัง รับประทานอาหารใหม่ ๆ เนื่องจากจะทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงาน ลดลงทำให้เกิดท้องอืดท้องเฟ้อได้

สำหรับท่านชายคือ อย่าแช่ในน้ำอุ่นอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสเป็นเวลานาน ๆ เพราะจะทำให้ท่านเป็นหมันชั่วคราวได้ เนื่องจากต่อมอัณฑะจะไม่ทำงาน เมื่ออยู่ในอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสเป็นเวลานาน ๆ



ประโยชน์ของการประคบน้ำร้อน

มีคนจำนวนมากที่ไม่รู้จักคุณค่าของการประคบน้ำร้อน ดัง (โรงเรียนอายุรเวท. 2535 : 23) อธิบายไว้ดังนี้

1. ลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

2. ทำให้กล้ามเนื้อคลายความเกร็งตัว

3. ลดการอักเสบต่าง ๆ

4. บรรเทาอาการปวด



ขั้นเตรียมอุปกรณ์

1. น้ำต้มเดือด

2. ขันอะลูมิเนียม หรือภาชนะกันความร้อนพร้อมที่รองภาชนะ

3. ผ้าขนหนูผืนเล็ก 1 ผืน



วิธีการประคบน้ำร้อน

1. ต้มน้ำให้เดือดเทลงในขันอะลูมิเนียม หรือภาชนะที่เตรียมไว้

2. ใช้ผ้าขนหนูจุ่มน้ำเย็นบิดให้แห้งพอหมาด ๆ แบ่งผ้าออกเป็น 3 ส่วน

3. จุ่มผ้าส่วนที่ 1 ลงในน้ำร้อน แล้วพับผ้าเป็นรูปสี่เหลี่ยมแล้วนำผ้าไปประคบส่วนที่ต้องการ

4. ทำเหมือนข้อ 3 คือ จุ่มผ้าส่วนที่ 2, 3

5. ประคบน้ำร้อนแต่ละส่วนนาน 1-2 นาที ทำซ้ำกันจนกระทั่งน้ำเย็น 3-5 นาที

ข้อควรระวัง

1. อย่าให้ผ้าร้อนเกินไป จะทำให้บริเวณที่ถูกประคบความร้อนพอง ควรจะทดสอบกับท้องแขนก่อนประคบส่วนที่ต้องการ

2. ผู้เป็นโรคเบาหวาน อัมพาต ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ควรระมัดระวังให้มากอาจเกิดแผลพอง เพราะความรู้สึกช้า



ท่ากายบริหาร

การออกกำลังกายหรือการทำท่าบริหาร สามารถป้องกันและบรรเทาอาการปวดคอได้ ดัง (สุรศักดิ์ ศรีสุข. 2538 : 24-25) อธิบายไว้ดังนี้

1. การออกกำลังกายให้คอเคลื่อนไหวได้ดี

การออกกำลังคอที่จะกล่าวถึงนี้ แต่ละท่าทำ 5-10 ครั้ง วันละ 2-3 เวลา

ก้ม และเงยหน้า ค่อย ๆ ก้มหน้าให้คางจรดกับอก แล้วเงยช้า ๆ ให้มากที่สุด ตะแคงซ้ายขวา หน้าตรง ๆ ค่อย ๆ ตะแคงซ้าย พยายามให้หูจรดไหล่ซ้าย โดยไม่ยกไหล่ขึ้น กลับที่เดิม แล้วค่อย ๆ ตะแคงให้หูขวาในลักษณะเดียวกัน

หัน หน้าซ้ายขวา หมุนศีรษะหันหน้าไปทางซ้ายช้า ๆ โดยพยายามให้ปลายคางอยู่ในแนวเดียวกับไหล่ซ้าย แล้วหมุนศีรษะกลับมา และไปยังด้านตรงข้ามเช่นกัน

2. การออกกำลังเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

การออกกำลังคอชุดนี้ ควรทำหลังจากท่านทำท่าออกกำลังชุด
ก. ได้โดยไม่มีอาการเจ็บปวดใด ๆ มีวิธีการทำคล้ายคลึงกับชุด ก. เพียงแต่ให้ใช้มือต้านการเคลื่อนไหวของศีรษะในทิศทางตรงกันข้าม (แรงต้านพอประมาณ) เกร็งไว้ 5-10 วินาที แล้วพัก แต่ละท่าทำ 5-10 ครั้ง วันละ 2-3 เวลา

ก้มคอ ใช้มือกดที่หน้าผากต้านกับความพยายามที่จะก้มศีรษะลง

เงยหน้า เอาฝ่ามือประสานเหนือท้ายทอย กดมาด้านหน้า ขณะที่ท่าพยายามจะเงยศีรษะไปข้างหลัง

ตะแคงคอ ใช้มือซ้ายวางที่ศีรษะเหนือหูซ้าย ต้านกับความพยายามที่ท่านจะตะแคงหน้าให้หูซ้ายไปจรดไหล่ ใช้มือขวาวางที่ศีรษะเหนือหูขวาทำแบบเดียวกัน

หันหน้า ใช้มือซ้ายออกแรงยันที่หน้าหูซ้ายขณะที่พยายามหันหน้าไปทางซ้ายแล้วทำสลับกันโดยใช้มือขวายันหน้าหูขวาขณะที่หันหน้าไปทางขวา 



 อ.สุวรรณ ตั้งจิตรเจริญ

โปรโมชั่น เรียนนวดไทย เรียนจัดกระดูก 2013

สำหรับท่านที่สนใจเรียนนวดไทย และจัดกระดูก สามารถลงชื่อ ได้จากแบบฟอร์มในติดต่อเรา
เพื่อจองคิวเรียนได้ หากว่า คอร์สใดสามารถเปิดสอนได้เราจะโทรไปแจ้ง วัน เวลา และสถานที่เรียนค่ะ

ตอนนี้เราเปิดสอนนวดจัดกระดูก แบบกลุ่มเล็ก ประมาณ 6 ท่าน ค่ะ
ค่าเรียน ท่านละ 15,000 บาท ค่ะ

สามารถโทรสอบถามได้ ที่ เบอร์ 085 251 8787

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ประเภทของการนวดไทย

ประเภทของการนวดไทย

ประเภทของการนวดไทย มี ๒ ประเภท คือ
๑. การนวดแบบทั่วไป (แบบเชลยศักดิ์)
ปัจจุบัน มีการเรียนการสอนการนวดแบบทั่วไปตามสถาบันการศึกษาโดยผู้เรียนสามารถสมัคร เรียนได้โดยตรง โดยไม่มีการสอนคัดเลือก อัตราค่าเรียนขึ้นอยู่กับสถานศึกษาจะกำหนด ซึ่งจะมีทั้งหลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว อาจเรียนเฉพาระวันหยุดราชการหรือทุกวันตามแต่จะตกลงกัน การเรียนการสอนโดยทั่วไปเป็นการสอนตัวต่อตัวกับครูหรือศิษย์รุ่นพี่ โดยใช้การสาธิตและฝึกปฏิบัติ เนื้อหาการเรียนการสอนมักเป็นการเล่าประสบการณ์ของครูและสอนกายวิภาคศาสตร์ แแบโบราณบ้าง พร้อมทั้งอบรมจริยธรรมโดยถือ หลักศีลธรรมเป็นสำคัญ สำหรับการเริ่มต้นเรียนอาจไม่พร้อมกัน แต่เมื่อครบกำหนดการเรียนของศิษย์ ครูผู้สอนจะทดสอบผลการเรียนด้วยตนเองโดยให้ศิษย์ทดลองนวดครู หากทำได้ดี ถูกต้อง ครูจะออกใบรับรองให้ ถ้ายังทำได้ไม่ดี ไม่ถูกต้อง ก็จะให้เรียนและฝึกหัดเพิ่มเติมต่อไป
๒. การนวดแบบราชสำนัก
มีการ เรียนการสอนสืบต่อกันมาเช่นเดียวกับการนวดแบบทั่วไป แต่อาจารย์ผู้สอนจะเลือกศิษย์จากผู้สมัครเข้าเรียนตั้งแต่การสัมภาษณ์ เพื่อศึกษาภูมิหลังของผู้ที่จะมาเป็นศิษย์ ดูนิสัยใจคอ รูปร่าง ท่าทาง ว่าพอที่จะเรียนได้หรือไม่ ถ้าเห็นว่าจะเรียนไปไม่ได้ตลอดก็จะไม่รับเสียแต่แรก แต่หากไม่แน่ใจก็จะให้ผู้สมัครทดลองฝึกฝนกำลังกายไปพลางๆ ก่อน ถ้าผู้เรียนขาดความอดทน ก็จะเลิกรากันเอง ส่วนผู้ที่ผ่านการทดสอบแล้ว ครูจะดำเนินการสอนเป็นขั้นตอนต่อไป วิธีการสอนจะใช้การสาธิต ฝึกปฏิบัติ พร้อมกับทดสอบผลการเรียนเช่นกัน เนื้อหาวิชาจะเริ่มตั้งแต่จรรยามารยาทในการเข้าหาผู้ป่วย หลักการนวดเบื้องต้นทั้งตัว กายวิภาคศาสตร์แบบโบราณ การวางมือในการนวดที่ตำแหน่งต่างๆ การใช้แรงในการนวด และระยะเวลาในการกด-ปล่อยมือที่นวด ความเหมาะสมกับตำแหน่งและโรคที่จะรักษา รวมทั้งประสบการณของครูจะเป็นสาระสำคัญนอกจากนี้ต้องไม่ทำการนวดคนไข้ที่มี แพทย์เจ้าของไข้อยู่แล้ว เพราะเป็นการก้าวก่ายกัน และไม่ทำการนวดในสถานที่อโคจรอื่นๆ เช่น โรงแรม โรงน้ำชา สถานเริงรมย์ บ่อนการพนัน ฯลฯ แต่อาจไปนวดที่บ้านผู้ป่วยได้หากมีความจำเป็น แต่นิยมมากที่สุดคือ นวดที่บ้านของหมอเอง

สำหรับการสอนการนวดไทยสายราชสำนัก มี ๔ ขั้นตอนคือ
๑. การนวดพื้นฐาน
๒. การกดจุด
๓. ทฤษฎีและการรักษาโรค
๔. การใช้วิธีนวด เทคนิค
เมื่อ มีการเรียนการสอนภาคทฤษฎี ต้องมีการฝึกปฏิบัติเพื่อให้นักศึกษาตรวจและรักษาโรค แต่หลักสูตรจะกล่าวถึงหลักพื้นฐานเป็นส่วนใหญ่ ขั้นตอนต่อๆไปคงต้องจัดอบรมในระยะต่อๆไปการเรียนการสอนนวดแบบราชสำนักนี้ ผู้เรียนจะต้องฝึกฝนจนมีฝีมือ เข้าใจหลักและวิธีการนวด การแต่งรสมือ และการรักษาโรคต่างๆ อาจต้องใช้เวลานาน ๓ - ๕ ปี ติดต่อกัน (แล้วแต่สติปัญญา ไหวพริบ และความสามารถของผู้เรียน) แล้วครูจะให้ผู้เรียนทำการนวดผู้ป่วยในสำนักของครู โดยครูจะเป็นผู้ตรวจและสั่งงาน เป็นการนวดภายใต้การดูแลของครู หากมีข้อบกพร่อง ครูจะคอยแนะนำแก้ไข ระยะเวลาช่วงนี้อาจใช้เวลาเป็นปี จนครูแน่ใจว่าศิษย์มีความรู้ความสามารถและมีจรรยาพอที่จะรักษาผู้ป่วยได้ สำหรับศิษย์ที่จะทำการสอนนักเรียนใหม่ได้ จะต้องได้รับอนุญาตจากครูเสียก่อน ซึ่งจะประกาศในพิธีไหว้ครูประจำปี จะทำการสอยเองโดยพลการไม่ได้ ถือว่าผิดจรรยาและไม่เคารพครู แต่ในขณะนี้มีการเรียนการสอนที่โรงเรียนอายุรเวท ซ. ราชครู กรุงเทพฯ ,สถาบันบรมราชชนก, สถาบันราชมงคล ปทุมธานี มหาวิทยาลัยมหาสารคามและสถาบันอื่นๆ อีก ซึ่งถือว่าเป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ และทำให้วิชานี้ได้รับการยอมรับสูงขึ้น โดยไม่ยึดติดกับตัวบุคคล และผูกขากความชอบธรรมแต่เพียงผู้เดียว และจะต้องไปสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะก่อน จึงจะสามารถเปิดสถานพยาบาลได้ถูกต้องตามกฎหมาย

การแพทย์แผนไทย

การแพทย์แผนไทย

การแพทย์แผนไทย
ประวัติ การแพทย์แผนโบราณเริ่มมีการบันทึกไว้ตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล มีชายผู้หนึ่งชื่อชีวกโกมารภัจจ์มีความสนใจในการศึกษาวิชาแพทย์ เป็นวิชาที่ประกอบอาชีพไม่เบียดเบียนผู้ใด เป็นผู้ปฏิบัติประกอบด้วยเมตตากรุณาเกื้อกูลแก่ความสุขของมนุษย์ จึงได้ศึกษาวิชาแพทย์ในสำนักแพทย์ผู้ทิศาปาโมกข์ในเมืองตักศิลา ท่านเป็นผู้ที่ฉลาด สามารถในการศึกษา เรียนได้มาก เรียนได้เร็ว ทรงจำได้เร็ว ทรงจำได้ดี ไม่หลงลืม สามารถรักษาคนไข้หนเดียวก็หายได้ ในเวลาต่อมาพระเจ้าพิมพิสารประชวรเป็นโรคพระภคันทละ คือโรคริดสีดวงทวาร ทรงโปรดให้หมอชีวกเข้าไปถวายการรักษา หมอชีวกถวายการรักษาด้วยการทายาเพียงครั้งเดียว พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงหายโรค จึงโปรดให้เป็นแพทย์หลวงบำรุงพระองค์และฝ่ายใน กับบำรุงพระสงฆ์ นับว่าหมอชีวกเป็นแพทย์ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมีชื่อเสียงในครั้งพุทธกาล และมีผู้เคารพยกย่องอย่างมาก
ยุคก่อนอาณาจักรสุโขทัย
การค้นพบศิลา จารึกอาณาจักรขอมประมาณปี พ.ศ. ๑๗๒๕ - ๑๗๒๙ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลโดยการสร้างสถานพยาบาล เรียกว่า อโรคยาศาลาขึ้น ๑๐๒ แห่ง ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ในบริเวณใกล้เคียง กำหนดผู้ทำหน้าที่รักษาพยาบาลไว้อย่างชัดเจนได้แก่ หมอ พยาบาล เภสัช ผู้จดสถิติ ผู้ปรุงยาและอาหาร รวม ๙๒ คน มีพิธีกรรมบวงสรวงพระไภสัชยคุรุไวทูรย์ประภาตามความเชื่อตามศาสนาพุทธลัทธิ มหายาน ด้วยการบูชา ยาและอาหารก่อนแจกจ่ายผู้ป่วย ปัจจุบันมีอโรคยศาลาที่ยังเหลือประสาทที่สมบูรณ์ที่สุดคือ กู่บ้านเขวา จังหวัดมหาสารคราม
สมัยสุโขทัย
การค้นพบหินบดยาสมัยทวารวดีซึ่งเป็น ยุคก่อนสมัยสุโขทัย และจากศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงได้บันทึกไว้ว่าทรงสร้างสวนสมุนไพรขนาด ใหญ่บนเขาหลวงหรือเขาสรรพยาเพื่อให้ราษฎรได้เก็บสมุนไพรไปใช้รักษาโรคยาม เจ็บป่วย ปัจจุบันผู้เขาดังกล่าวอยู่ในอำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย
สมัยอยุธยา
การ แพทย์มีลักษณะผสมผสานปรับประยุกต์องค์ความรู้จากแพทย์พื้นบ้านทั่วราชอณา จักร ผสมกลมกลืนกับความเชื่อตามปรัชญาแนวพุทธ รวมทั้งความเชื่อทางไสยศาสตร์และโหรศาสตร์เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพของชุมชน การแพทย์แผนไทยมีเป้าหมายที่สภาวะสมดุลของธาตุ ๔ อันเป็นองค์ประกอบของชีวิต
ใน สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พบบันทึกว่ามีระบบการจัดหายาที่ชัดเจนสำหรับประชาชนที่มีแห่งจำหน่ายยาและ สมุนไพรหลายแห่งทั้งในและนอกกำแพงเมือง มีการรวบรวมตำรับยาต่างๆ ขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การแพทย์แผนไทยเรียกว่าตำราพระโอสถพระ นารายณ์ การแพทย์แผนไทยในสมัยนี้รุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะการนวดไทย การแพทย์ตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทโดยมิชชั่นนารีชาวฝรั่งเศสได้จัดตั้ง โรงพยาบาลรักษาโรคแต่ก็ขาดความนิยมและล้มเลิกไป
ระหว่างเสียกรุงพม่าได้ เข้าโจมตี ๒ ครั้ง บ้านเมืองถูกทำลาย ประชาชน ราชวงศ์กษัตริย์ ขุนนาง และนักโทษจำนวนมากถูกกวาดต้อนไปยังพม่า ซึ่งอาจมีหมอแผนโบราณรวมอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ และตำรารวมถึงคัมภีร์เก่าๆ ก็อาจถูกทำลายไปด้วย
สมัยรัตนโกสินทร์
สมัยรัชกาลที่ ๑
พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธารามหรือวัดโพธิ์ขึ้นเป็นอารามหลวง ให้ชื่อว่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ทรงให้รวบรวมและจารึกตำรายาฤาษีดัดตน และตำรานวดไทยไว้ตามศาลาราย สำหรับการจัดหายาของทางราชการ มีการจัดตั้งกรมหมอ โรงพระโอสถคล้ายกับสมัยอยุธยา ผู้รับราชการเรียกว่า หมอหลวง ส่วนหมอที่รักษาประชาชนทั่วไป เรียกว่า หมอราษฎรหรือหมอเชลยศักดิ์
สมัยรัชกาลที่ ๒
พระ บาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเห็นว่าคัมภีร์แพทย์ ณ โรงพระโอสถสมัยอยุธยาสูญหายไป จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เหล่าผู้ชำนาญลักษณะโรคและสรรพคุณยา
รวม ทั้งผู้ที่มีตำรายาดีนำเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย ให้กรมหมอหลวงคัดเลือกและจดเป็นตำราหลวงสำหรับโรงพระโอสถ พ.ศ. ๒๓๕๙ มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ตรากฎหมายชื่อว่า กฎหมายพนักงานพระโอสถถวาย
สมัยรัชกาลที่ ๓
พระ บาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนโปรดเกล้าฯให้จารึกตำรายาไว้บนแผ่นหินอ่อน ประดับไว้ตามผนังโบสถ์และศาลารายในบริเวณวัด ศิลาจารึกนี้เป็นตำราบอกสมุฏฐานของโรค วิธีการรักษา และได้จัดหาสมุนไพรที่ใช้ปรุงยาและหาได้ยาก มาปลูกไว้ในวัดเป็นจำนวนมากนับเป็นการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนอีกรูปแบบ หนึ่ง มิได้จำกัดเพียงในวงศ์ตระกูลเหมือนแต่ก่อน นอกจากนี้รับสั่งให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดราชโอรสาราม ได้จารึกตำราในแผ่นศิลาตามเสาระเบียงพระวิหาร รัชสมัยนี้มีการนำการแพทย์แบบตะวันตกเข้ามาเผยแพร่โดยมิชชันนารีชาวอเมริกัน โดยการนำของนายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ ซึ่งคนไทยเรียกว่าหมอปลัดเลย์ นำวิธีการแพทย์แบบตะวันตกมาใช้ เช่น การปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ การใช้ยาเม็ดควินินรักษาโรคไข้จับสั่น นับเป็นวิวัฒนาการทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนตะวันตก
สมัยรัชกาลที่ ๔
พระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้นำการแพทย์แผนตะวันตกมาใช้ เช่น การสูติกรรมสมัยใหม่ แต่ไม่สามารถให้ประชาชนเปลี่ยนความนิยมได้ เพราะการรักษาพยาบาลแผนไทยเป็นจารีตประเพณีและวัฒนธรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ วิถีชีวิตคนไทย
สมัยรัชกาลที่ ๕
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว ปี พ.ศ. ๒๔๓๑ มีการจัดตั้งศิริราชพยาบาล มีการเรียนการสอนและให้การรักษาทั้งการแพทย์แผนไทยและแผนตะวันตกร่วมกัน หลักสูตร 3 ปี การจัดการเรียนการสอนบริการทางแพทย์แผนไทยและแผนตะวันตกร่วมกันเป็นไปด้วย ความยากลำบากและขัดแย้งระหว่างผู้เรียนและผู้สอนเป็นอย่างมาก ด้วยหลักการแนวคิดและวิธีการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน ทำให้ยากที่จะผสมผสานกันได้ มีการพิมพ์ตำราแพทย์สำหรับใช้ในโรงเรียนการแพทย์ครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๔๓๘ ชื่อตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เล่ม ๑ - ๔ ได้รับยกย่องให้เป็นตำราขึ้นมาใหม่ได้แก่ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวง 2 เล่ม และตำราแพทย์แผนศาสตร์สังเขป (เวชศึกษา) 3 เล่ม ซึ่งยังคงใช้เป็นคัมภีร์ทางการแพทย์มาจนทุกวันนี้
สมัยรัชกาลที่ ๖
พระ บาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวปี พ.ศ.๒๔๕๖ มีการสั่งยกเลิกวิชาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๔๖๖ มีประกาศให้ใช้พระราชบัญญัติการแพทย์เพื่อเป็นการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจุเกิดกับประชาชนอันเนื่องมาจากการประกอบการของผู้ ที่ไม่มีความรู้และมิได้ฝึกหัด ด้วยความไม่พร้อมในด้านการเรียนการสอน การสอบ และการประชาสัมพันธ์ ทำให้หมอพื้นบ้านจำนวนมากกลัวถูกจับจึงเลิกประกอบอาชีพนี้ บ้างก็เผาตำราทิ้ง จะมีหมอแผนโบราณเพียงจำนวนหนึ่งจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่สามารถปฏิบัติได้ตาม พระราชบัญญัติดังกล่าว นับเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรคำนึงถึง
สมัยรัชกาลที่ ๗
กฎหมายเสนาบดี แบ่งการประกอบศิลปะออกเป็นแผนปัจจุบันและแผนโบราณ และกำหนดว่า
๑) ประเภทแผนปัจจุบัน คือ ผู้ประกอบโรคศิลปะโดยความรู้จากตำราอันเป็นหลักวิชาโดยสากลนิยมซึ่งดำเนิน และจำเริญขึ้น โดยอาศัยการศึกษา ตรวจค้น และทดลองของผู้รู้ในทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลก
๒) ประเภทแผนโบราณ คือ ผู้ประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยความสังเกต ความชำนาญ อันได้สืบต่อมาเป็นที่ตั้ง หรืออาศัยตำราอันมีมาแต่โบราณ มิได้ดำเนินไปในทางวิทยาศาสตร์
สมัยรัชกาลที่ ๙
พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลดุลยเดชมหาราช ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ มีการจัดตั้งสมาคมของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ ได้ก่อตั้งขึ้นที่วัดโพธิ์ กรุงเทพ นับแต่นั้นสมาคมได้แตกสาขาออกไป ปัจจุบันมีโรงเรียนแพทย์แผนโบราณที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องอยู่เป็น จำนวนมากทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด ใน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ก่อตั้งโรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัยฯ โดยศาสตราจารย์พิเศษนายแพทย์อวย เกตุสิงห์ และคณะเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น อยู่ในพระสังฆราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก กับ พระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ให้การอบรมศึกษาด้านการแพทย์แผนโบราณแบบประยุกต์มาจนถึงปัจจุบัน

นวดกดจุด นวดแก้อาการ นวดบำบัดโรค ด้วยการนวดเท้า


นวด ฝ่าเท้า มิเพียงเพื่อผ่อนคลาย และสร้างเสริมสุขภาพ นวดฝ่าเท้าถ้าศึกษาให้ลึกด้วยการแพทย์ผสมผสานยังรักษาโรคได้อีกด้วย ก่อนอื่นทำไมนวดฝ่าเท้าจึงมีบทบาทไปถึงอวัยวะภายในได้ ทั้งๆ ที่เราเพียงแตะต้องกันที่ผิวกายภายนอกที่ส่วนปลายสุดของร่างกาย คือ ฝ่าเท้าทั้งสองเท่านั้น

ปัจจุบันทฤษฎีที่อธิบายเรื่องนี้ได้น่าฟังที่สุด เห็นจะเป็นทฤษฎี "คลื่นพลังบำบัดโรค" หรือที่เรียกว่า "Vibrational medicine" ซึ่งอิงความรู้วิทยาศาสตร์ควอนตัม ดังที่ผมเคยเล่าสู่ผู้อ่านไว้แล้วเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ใครสนใจขอย้อนกลับไปอ่านในเรื่องนั้น

แต่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เราจะใช้ความรู้นวดฝ่าเท้ารักษาโรคมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ฉบับนี้ขอชี้ชวนให้ใช้การแพทย์ผสมผสานมาประยุกต์เป็นศาสตร์นวดฝ่าเท้าบำบัด โรคดูบ้าง

เดิมทีเดียว ทฤษฎีนวดฝ่าเท้าบำบัดโรคพอจะจำแนกเป็น 2 สาขาใหญ่ๆ ที่สำคัญ

สาขาหนึ่งเรียกว่า Zone Therapy เป็นการรักษาตามแนวพื้นที่ เผยแพร่โดยแพทย์อเมริกันชื่อ วิลเลียม ฟิตเจอรัลด์ตั้งแต่ปี คศ.1913 แล้วสืบทอดมาถึงปัจจุบันโดย โจเซฟ คอร์โว สาขานี้แบ่งร่างกายเป็น 10 แถบ ที่ต่อทอดจากศีรษะไปตลอดปลายมือ ปลายเท้า เขาแนะนำให้นวดทั้งมือและเท้าตามแถบพลังงาน เพื่อบำบัดโรคภายใน

สาขาที่สองเรียกว่า Reflexology ริเริ่มโดยนักบำบัดชาวอเมริกันชื่อ ยูนิช อิงก์แฮม เมื่อปี คศ.1938 เธอแบ่งโซนบนฝ่าเท้าเป็นแถบๆ ที่มีปฏิกิริยาสะท้อนกลับไปสู่อวัยวะภายในแต่ละส่วน กลายเป็นแผนผังที่ปัจจุบันติดตั้งอยู่หน้าสถานนวดฝ่าเท้าเกือบทุกแห่งใน ปัจจุบันนี้

การบำบัดถือว่า ให้เลือกกดจุดที่ตรงกับอวัยวะที่ต้องการรักษาตามแผนผังที่ปรากฏในฝ่าเท้า นั้น ถ้าตรงจุดกันจะได้จุดที่รู้สึกเจ็บมาก ก็ให้นวดจุดนั้นไป อาจครั้งเดียวหรือหลายครั้งจนจุดนั้นคลายไป

อย่างไรก็ดี ถ้านักบำบัดฝ่าเท้าในปัจจุบันจะได้ขยายความเข้าใจในทฤษฎีอื่นๆ มาใช้ร่วมในการนวดฝ่าเท้าแล้ว ผมคิดว่าจะเกิดบทบาทในการรักษาโรคอีกมาก บางทีถ้าส่งเสริมกันให้เป็นล่ำเป็นสันอาจเป็นกุญแจสำคัญทำให้เรื่องแบ่ง งบประมาณ 30 บาทมีทางจะลงตัวกันได้ง่ายยิ่งขึ้น โรงพยาบาลไหนอยู่ไกลและงบประมาณไปไม่ถึงกันนัก ก็ระดมกันนวดฝ่าเท้ากันให้ทั่วทั้งอำเภอ เพราะใครๆ ก็มีฝ่าเท้าของตัวเองอยู่แล้ว นวดให้ตัวเองบ้าง นวดให้กันและกันบ้าง เงินทองก็ไม่ต้องเสียสักบาท

ถ้าสนใจจะนวดฝ่าเท้าบำบัดโรค ควรเรียนรู้ทฤษฎีรักษาโรคตามแนวธรรมชาติบำบัดอีก 3 ทฤษฎี คือ
1.ทฤษฎีต่อมฮอร์โมน
2.ทฤษฎีล้างพิษ
3.ทฤษฎีการแพทย์แผนจีน

ทฤษฎีต่อมฮอร์โมน
ต่อมฮอร์โมนเป็นองค์ประกอบ สำคัญที่สร้างสมดุลของร่างกาย การเสื่อมสภาพของต่อมฮอร์โมนเป็นปัจจัยให้เกิดความชราภาพ บนฝ่าเท้ามีต่อมฮอร์โมนหลายตำแหน่ง การนวดจุดเหล่านี้จะกระตุ้นต่อมฮอร์โมนช่วยบำบัดได้ตั้งหลายโรคหลายอาการ

ต่อมเหนือสมอง (Pineal gland) ต่อมนี้สำคัญมากเป็นนายของต่อมอื่นๆ ทั่วร่างกาย โดยมีเส้นประสาทโยงใยและฮอร์โมนที่ออกคำสั่งไปยังต่อมอื่นๆ อีกมาก ฮอร์โมนสำคัญคือ เซโรโตนิน ซึ่งต่อมนี้สร้างขึ้นในเวลากลางวัน ทำให้เซลล์สดชื่นแจ่มใส และฮอร์โมนเมลาโตนินซึ่งสร้างในเวลากลางคืนทำให้เซลล์สยบ หลับสบาย

ต่อมเหนือสมองสนองตอบต่อแสง ตะวัน ทำหน้าที่เป็นนาฬิกาชีวภาพของเรา ทีนี้ชีวิตคนสมัยใหม่มักจะมีกิจวัตรไม่ตรงตามการทำงานของสรีระของต่อมเหนือ สมอง คนงานกะกลางคืน ทหารตำรวจอยู่เวรยาม พยาบาลเวรดึก นักร้อง นักแสดง สาวเสิร์ฟ นักบิน แอร์โฮสเตส บางคนไม่มีความจำเป็นทางวิชาชีพแต่ทำตัวเป็นนกเค้าแมว อย่างวัยรุ่นอยู่ดึกเพื่อเล่นเนต แม่บ้านรอละครน้ำเน่ารอบดึก คนเราสมัยนี้จึงมีไม่น้อยที่ใช้กิจวัตรกลับกลางคืนเป็นกลางวัน กลางวันเป็นกลางคืน ผลก็คือ ต่อไพเนียลทำงานสับสน พลอยทำให้ต่อมอื่นเสียการทำงานไปด้วย จึงทำให้สุขภาพเสื่อมสุดๆ ตั้งแต่ผิวพรรณหม่นหมอง รอยตีนกาโผล่ รอบเดือนไม่สม่ำเสมอ มีลูกยาก อารมณ์หงุดหงิด นอนไม่หลับ สมรรถภาพทางเพศเสื่อม

การกดจุดเหนือสมองหรือต่อมไพ เนียลที่ฝ่าเท้า จึงช่วยปรับทั้งการทำงานของฮอร์โมน ทั้งสร้างความสดชื่นแจ่มใสยามกลางวัน กลางคืนนอนหลับสบาย แก้ภาวะอ่อนเพลีย สร้างความกระปรี้กระเปร่า

ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) ต่อมนี้สั่งการต่อไปยังต่อมไทรอยด์ หมวกไต รังไข่ อัณฑะ หลักวิชาโยคะถือว่าต่อมไพเนียลและต่อมใต้สมองทำงานสัมพันธ์กัน ช่วยให้จิตสงบ การนวดจุดใต้สมองมีผลสงบประสาท ช่วยนอนหลับ ปรับประจำเดือน เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ สร้างความกระปรี้กระเปร่า แก้ซึมเศร้า อาการก่อนหลังประจำเดือน ภาวะก่อนหมดประจำเดือน และอ่อนเปลี้ยเรื้อรัง ฯลฯ

ต่อมไทรอยด์ ( Thyroid gland) ควบคุมการเผาผลาญอาหาร การนวดจุดไทรอยด์ช่วยแก้อาการร้อนง่าย กระวนกระวาย ใจเต้นใจสั่น ตื่นเต้นง่าย ประจำเดือนกระปริบกระปรอย ฯลฯ

ต่อมพาราไทรอยด์ (Parathyroid gland) ควบคุมระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือด คุมการทำงานของกล้ามเนื้อ การนวดพาราไทรอยด์จึงช่วยคลายกล้ามเนื้อได้ดี

ต่อมไทมัส (Thymus gland) มีบทบาทควบคุมภูมิต้านทาน ทำหน้าที่เสมือนโรงเรียนฝึกอบรมเม็ดเลือดขาวให้พร้อมแก่การเกิดปฏิกิริยา ปกป้องร่างกาย คนที่ต่อมไทมัสทำงานน้อยจะพบอาการติดเชื้อเรื้อรัง กระทั่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

นักนวดฝ่าเท้าอย่างโจเซฟ คอร์โวให้ความสำคัญกับไทมัสมาก ผู้ป่วยที่มีเหตุกระทบกระเทือนทางจิตใจรุนแรง คนที่ตกอยู่ในความเครียด จุดไทมัสจะไวต่อการกระตุ้นมาก ถ้าพบผู้ป่วยในลักษณะนี้ให้ผู้นวดสอดใส่ความเมตตากรุณาเข้าไปในระหว่าง สัมผัสของการนวด จะพบว่าด้วยเวลาเพียงไม่นานความเจ็บปวดที่จุดนั้นจะหายไปและผู้ถูกนวดจะแจ่ม ใสขึ้นอย่างน่าพึงพอใจ

ต่อมตับอ่อน (Pancreas) ภาวะหย่อนของตับอ่อนทำให้น้ำตาลเลือดสูง ร่างกายอ่อนล้า เบื่ออาหาร ท้องอืด อาหารไม่ย่อย นวดจุดตับอ่อนช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด แก้ภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง เพิ่มเรี่ยวแรง

ต่อมหมวกไต (Adrenal gland) นวดจุดนี้บำบัดภูมิแพ้ หอบหืด รูมาตอยด์ SLE ภูมิต้านทานไวเกิน

ต่อมเพศ (Gonad glane) ช่วยผิวพรรณดี จิตใจแจ่มใส ทรวดทรงดี เจริญพันธุ์ มีสมรรถภาพทางเพศ

นักนวดฝ่าเท้า ลองจับสังเกตอาการของผู้ถูกนวด แล้วเลือกใช้ทฤษฎีต่อมฮอร์โมนมาช่วยนวดฝ่าเท้า ก็แก้รักษาโรคได้อีกอักโขเชียวครับ
 
 นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล
ที่มา www.balavi.com

Twitter Facebook GooGle Plus YouTube Favorites More

 
Design by WordPress Themes | Bloggerized by BidDeal - Premium Themes | 08 222 82 651