วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความรู้ทั่วไป ความดันโลหิต



Q&A เช็กความดันโลหิต
พร้อมกับคำ บอกเล่าของคุณหมออีกสองสามคำ ว่า ปกติ ต่ำ สูง ประการใด แต่คุณผู้อ่านเคยอยากรู้ต่อไปไหมคะว่า ตัวเลขเหล่านั้นบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพของเราบ้าง

Q: เมื่อไหร่จึงเรียกว่าความดันโลหิตสูง
A: เมื่อความดันโลหิตเกิน 120/75 จัดว่าความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์สูง เมื่อความดันโลหิตเกิน 140/90 อาจเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว เมื่อความดันโลหิตเกิน 160/100 ถือว่าอันตราย

Q: ระดับความดันโลหิตอันตราย ที่พร้อมจะก่อปัญหาสุขภาพ
A: ระดับความดันโลหิต 140/90 เป็นระดับความดันโลหิตที่อาจก่อปัญหาสุขภาพรุนแรง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ระดับความดันโลหิตนี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และภาวะหัวใจวายได้

Q: ตัวเลขความดันโลหิตตัวบนหรือตัวล่างสำคัญกว่ากัน
A: สำคัญเท่ากัน โดยตัวแรกคือค่า systolic เป็นค่าความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว ค่าหลังคือ diastolic เป็นค่าความดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว

ค่า systolic สามารถประเมินถึงความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคหัวใจ ไต และประเมินประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือดของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุ ส่วนค่า diastolic เป็นตัวที่สำคัญซึ่งจะบ่งบอกถึงปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือด

Q: ถ้าเป็นคนสุขภาพไม่แข็งแรงอยู่เดิม เกณฑ์การเฝ้าระวังความดันโลหิตสูงเหมือนคนทั่วไปหรือไม่
A: ไม่เหมือน โดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักเกิน มีคอเลสเตอรอลสูง หรือป่วยเป็นโรคไต ความดันที่ระดับ 110/75 ถือว่าสูงแล้ว

Q: ภาวะใดที่กระตุ้นให้ความดันโลหิตสูง
A: ไม่ออกกำลังกายหรือออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง กินอาหารรสเค็มในปริมาณมาก การมีระดับคอเลสเตอรอลสูง

ไม่ว่าระดับความดันโลหิตตอนนี้จะเป็นเช่นไร การดูแลสุขภาพอย่างรอบด้านช่วยตัดตอนความดันโลหิตสูงและสารพัดโรคได้ค่ะ

นวดกดจุดสยบปวดคอ

นวดกดจุดสยบปวดคอ


ภาพ:219cure.jpg

        อาการปวดคอนั้นมักจะมีหลายแบบ เช่น ปวดเมื่อยต้นคอ คอแข็งเอี้ยวไม่ได้ บางครั้งจะปวดบริเวณไหล่หรือบ่าร่วมด้วย ตลอดจนปวดร้าวไปที่ศีรษะ ต้นแขน ปลายแขน หรือแม้แต่ปวดและชาที่นิ้วมือได้ ต้องลองสังเกตว่าตัวเราเองปวดแบบไหน เช่นมีนมีอาการปวดเมื่อยบริเวณต้นคอและที่บ่าร่วมด้วย แต่ยังหันคอไปมาได้ตามปกติ แม้จะรู้สึกปวดแต่ก็ไม่เจ็บมาก

        ต่อมาลองหาสาเหตุของอาการปวดคอกัน ซึ่งสาเหตุการปวดคอที่พบบ่อย เกิดจาก


  • อิริยาบถหรือท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น การแหงนหน้าหรือก้มหน้าทั้งวัน อย่างผู้ทำงานเย็บจักร ซักผ้า เขียนหรืออ่านหนังสือ ตลอดจนครูที่ต้องแหงนหน้าเขียนกระดานบ่อยๆ หรือนักบัญชีที่ต้องก้มคอนานๆ แม้แต่การนอนหนุนหมอนที่สูงหรือแข็งเกินไปก็ทำให้เป็นโรคปวดคอได้
  • สิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน หรืองานในชีวิตประจำวันไม่เหมาะสมกับสรีระของร่างกาย เช่น โต๊ะ เก้าอี้สูงหรือต่ำเกินไป
  • ความเครียดของจิตใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อคอ ทำให้มีอาการปวดต้นคอ ปวดศีรษะบริเวณท้ายทอย ภายหลังการทำงานหรือภายหลังมีปัญหาขัดแย้ง
  • อุบัติเหตุ ซึ่งจะทำให้มีการเคลื่อนไหวของคอมาก หรือรวดเร็วกว่าปกติ ทำให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นฉีกขาด หรือ กระดูกเคลื่อน
  • กระดูกคอเสื่อม เป็นการเปลี่ยนแปลงที่พบได้ในคนสูงอายุ บางคนอาจไม่มีอาการเลยก็ได้ ขณะที่บางคนอาจมีอาการมากจนต้องได้รับการรักษา
ข้ออักเสบ เช่น ในผู้ป่วยรูมาตอยด์

        เมื่อเราสำรวจพบสาเหตุของอาการปวดคอกันแล้ว นอกจากจะต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยคอ ในรายที่มีอาการไม่มาก และไม่มีอาการบวมแดงก็คือ การนวดกดจุด เริ่มต้นง่ายๆ ดังนี้

กดจุดเยียวยาป่วย

        การกดจุดตามขั้นตอนต่อไปนี้ ต้องขอความร่วมมือจากคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด อาจชวนกันมาทำเป็นกิจกรรมยามว่างในครอบครัวของคุณก็ได้ โดยเริ่มจากให้ผู้ป่วยนั่งเก้าอี้ ตั่ง หรือพื้นที่ปูเบาะ (ถ้าผู้ป่วยกำลังตั้งครรภ์ให้ข้ามขั้นตอนที่ 1) พร้อมกันแล้ว ก็ลงมือได้เลยค่ะ
        1. ให้ผู้นวดยืนด้านหลังผู้ป่วย แล้วโน้มตัวลงมาตรงๆ ใช้ฝ่ามือกดที่ไหล่ เริ่มออกแรงเบาๆ ก่อน แล้วจึงค่อยๆ โน้มต่ำลงเพิ่มแรงมากขึ้น         2. มือข้างหนึ่งประคองหน้าผากไว้ อีกมือหนึ่งบีบกล้ามเนื้อหลังคอ โดยค่อยๆ บีบไล่จากท้ายทอยลงมา         3. ใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงไปอย่างหนัก ตรงแอ่งระหว่างกล้ามเนื้อคอและฐานกะโหลกศีรษะ กดไล่ลงมาด้านล่างช้าๆ แล้วจึงเปลี่ยนมือและกดจุดแบบเดิมที่คออีกด้านหนึ่ง         4. สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเมื่อยบริเวณไหล่หรือบ่าร่วมด้วย ให้ผู้นวดถอยหลังออกมานิดหนึ่ง เหยียดแขน วางมือลงบนไหล่ทั้งสองข้าง กดช้าๆ ซ้ำๆ กันหลายครั้งที่บริเวณกล้ามเนื้อข้างกระดูกสันหลังทั้งสองด้านของกระดูก หัวไหล่ ออกแรงกดเท่าที่ผู้ป่วยทนได้         5. จบการนวดกดจุดด้วยการบีบนวด และลูบมือจากไหล่ลงมาถึงข้อศอกซ้ำๆ เร็วๆ เพื่อให้คลายจากการตึงเครียด

ควรไปพบแพทย์เมื่อ
  • ถ้ารักษาตัวเองแล้วไม่ได้ผล และปวดนานเกิน 3 วัน
  • มีอาการปวดมากจนยกแขนขึ้นเหนือศีรษะไม่ได้
  • ต่อมน้ำเหลืองที่คอบวม หรือมีอาการกลืนลำบากร่วมด้วย
  • ปวดคอหรือไหล่หลังจากเกิดอุบัติเหตุหรือหกล้ม ต้องพบแพทย์ทันที
  • กรณีที่ปวดคอและมีอาการคอเคล็ด รวมถึงปวดศีรษะ มีไข้สูง ตาไม่สู้แสง และมีผื่นแดง ต้องพบแพทย์โดยด่วน เพราะเหล่านี้เป็นอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ชีวจิตดอมคอม

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ภาพการสอน ศิษย์เก่า

ภาพการสอน ศิษย์เก่า
ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ และไปสอนต่างประเทศ ค่ะ



























































นวดแก้อาการ “นิ้วล็อก”(1)

นวดแก้อาการ “นิ้วล็อก”(1)    

 
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=949000013534
       “คุณหมอคะ ดิฉันมีอาการนิ้วล็อก คือเวลางอเข้ามาแล้วไม่สามารถยืดกลับไปเหมือนเดิมได้ ทำให้ต้องใช้อีกมือช่วยดึงให้กลับไป ไม่ทราบว่ามีหนทางรักษาให้กลับคืนไปเหมือนเดิมไหมคะ”
       คนไข้สุภาพสตรีรายหนึ่งบอกเล่าอาการนิ้วล็อกหรืออาการติดขัดของนิ้วมือ
       ให้ฟัง พร้อมกับขอความช่วยเหลือ
      
       แน่นอน...ในฐานะที่เป็นหมอก็ต้องตอบว่า “ได้”
      
       ในทางการแพทย์จีนเรียกอาการนิ้วล็อกว่า “ฐานเสี่ยงจื่อ” เป็นอาการที่มักเกิดขึ้นกับ “ผู้หญิง” มากกว่า “ผู้ชาย” และมักพบบ่อยในผู้ที่ต้องใช้มือ โดยเฉพาะ “นิ้ว” ทำงานเป็นเวลานาน
      
       การใช้นิ้วมือที่เคลื่อนอยู่อย่างตลอดเวลาส่งผลทำให้เส้นเอ็นและ กล้ามเนื้อเกิดการเสียดสีกัน เมื่อเสียดสีกันนานๆ ก็จะเกิดอาการอักเสบ บวม และทำให้เส้นเอ็นค่อยๆ หนาขึ้น กระทั่งทำให้การเคลื่อนไหวของนิ้วเป็นไปอย่างติดๆ ขัดๆ
      
       อาการของโรคทางกายภาพที่พบเห็นกันเป็นประจำคือ นิ้วมือผิดรูป ซึ่งส่วนใหญ่นิ้วจะหนาขึ้นและมีลักษณะเหมือนลูกน้ำเต้า โดยเมื่อเรางอนิ้วเข้ามานิ้วจะเกิดอาการล็อก และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ต้องใช้อีกมือหนึ่งมาช่วยดึงหรือปลดล็อกจึงจะกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม
      
       นอกจากนี้ อาการที่พบบ่อยๆ ในผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาก็อย่างเช่น นิ้วมือไม่มีแรง เมื่อยหรือบางทีก็ปวด การเคลื่อนไหวไม่สะดวก ยืดนิ้วยากลำบาก ถ้ากดไปตรงบริเวณที่มีปัญหาก็จะเกิดความเจ็บปวดขึ้น
      
       ทั้งนี้ อาการนิ้วล็อกมักจะเกิดขึ้นกับ 3 นิ้ว คือ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลางเป็นหลัก
       

       อย่างไรก็ตาม ต้องบอกและต้องย้ำว่า นิ้วล็อกเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมในการใช้งานของนิ้ว ไม่ใช่โรคที่เกิดจากเชื้อโรคแต่อย่างใด และผู้ที่ใช้มือ ใช้นิ้วในการทำงานมากๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดอาการนิ้วล็อกทุกคนไป หากแต่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วยว่าเป็นอย่างไร ซึ่งโดยหลักการแพทย์แผนจีนอธิบายตรงนี้ว่า นอกจากมีผลมาจากการใช้นิ้วนานๆ แล้ว ยังมีส่วนเชื่อมโยงกับระบบเลือดลมที่ผิดปกติด้วย
      
       อาการนิ้วล็อกนั้น แม้ว่าจะไม่อันตรายร้ายแรงหรือส่งผลกระทบเชื่อมโยงหรือลามไปถึงอวัยวะส่วน อื่นๆ ของร่างกาย แต่ก็เป็นสิ่งที่มักจะสร้างความรำคาญและมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเรา พอสมควร
      
       เพราะฉะนั้น จึงขอแนะนำให้เข้ารับการรักษาจากหมอผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เนื่องจากเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ไม่ยากเท่าใดนัก
      
       ในปัจจุบัน การรักษาอาการนิ้วล็อกได้รับการพัฒนาไปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการแพทย์แผนปัจจุบันที่ใช้ “การผ่าตัด” เข้ามาช่วยรักษาและประสบความสำเร็จเช่นกัน แต่สำหรับแพทย์แผนจีนแล้ว ต้องบอกว่าไม่จำเป็น เพราะสามารถใช้การนวดทุยหนารักษาให้หายได้ ส่วนจะใช้เวลายาวนานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
      
       สำหรับหลักการสำคัญในการรักษาด้วยทุย หนาก็คือ การทำให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก และระงับความเจ็บปวด การอักเสบและบวม โดยการนวดเพื่อทำให้ส่วนที่ยึดติดคลายตัวและฟื้นฟูการทำงานของนิ้วให้กลับ คืนสู่ปกติ
      
       ทั้งนี้ กรรมวิธีการรักษามีทั้งการกดจุด การโยกและการกระตุก โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอนด้วยกัน
      
       ขั้นที่หนึ่ง เริ่มต้นอุ่นเครื่องด้วยการใช้หัวแม่มือคลึงจุดที่เป็นปัญหา โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที
      
       ขั้นที่สอง ให้ใช้นิ้วกดในจุดที่เจ็บ หนักเบาสลับกันไป ซึ่งในแต่ละนิ้วก็จะมีจุดที่เจ็บมากกว่า 1 จุดขึ้นไป อาจจะเป็น 2 จุดหรือ 3 จุดก็ได้ โดยกดจุดละประมาณ 30 วินาที
      
       ขั้นที่สาม ให้ใช้มือหนึ่งจับที่มือของผู้ป่วยเอาไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งจับที่ปลายนิ้วที่ล็อก จากนั้นให้ดึงนิ้วตรง หมุนนิ้วตามเข็มนาฬิกา 8 รอบ และหมุนทวนเข็มนาฬิกาอีก 8 รอบ
      
       ขั้นที่สี่ เมื่อทำตามขั้นตอนที่สามเสร็จแล้ว ให้ใช้มือดึงและกระตุกนิ้วที่ ล็อกให้ยืดออกมา
      
       และขั้นที่ห้า ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้บีบไล่รีดจากโคนนิ้วไปถึงปลายนิ้ว
      
       รวมแล้ว 5 ขั้นตอนใช้เวลาประมาณสัก 10 นาที
      
       และคราวหน้า เราจะว่ากันถึงวิธีการนวดตัวเองเพื่อแก้ปัญหานิ้วล็อก....
                                                   

การนวดแก้อาการปวดศีรษะ






             

การนวดแก้อาการปวดศีรษะ


 การปวดศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ในทางแพทย์แผนไทยนั้น มีการกล่าวถึงไว้ในคัมภีร์โรคนิทานว่าหากเส้นเอ็นกำเริบจะทำให้เกิดอาการปวด ศีรษะได้ นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึง เส้นอิทา และเส้นปิงคลาซึ่งอยู่ในเส้นประธานสิบว่าเกี่ยวเนื่องกับการปวดศีรษะเช่น กัน  จากการศึกษาจากสาเหตุและอาการตามศาสตร์ทางการแพทย์แผนไทยสามารถแบ่งกลุ่มอาการปวดศีรษะได้ดังนี้

1. ปวดศีรษะจากเส้นเอ็นกำเริบ
2. ปวดศีรษะจากเส้นอิทากำเริบ (จะมีอาการตามืดมัว และชักร่วมด้วย) คล้ายอาการปวดไมเกรน
3. ปวดศีรษะจากเส้นปิงคลากำเริบ (จะมีอาการ ตาแดง ปวดเบ้าตา คัดจมูก น้ำมูกไหลร่วมด้วย) คล้ายอาการปวดแบบ คลัสเตอร์
4. ปวดศีรษะจากลมปะกัง เนื่องจากเส้นอิทา ปิงคลากระทำพิษ ร่วมกับ กำเดา (จะมีอาการชัก ปากเอียงร่วมด้วย) ซึ่งอาการเป็นอาการปวดที่รุนแรงระยะท้ายๆของการปวดจากเส้นอิทา ปิงคลา
5. ปวดศีรษะจากสมอง ซึ่งอาจเกิดจากปัญหาภายในกะโหลกศีรษะ เยื่อหุ้มสมอง ซึ่งแผนโบราณเรียกว่า สมองฟู สมองเฟื่อง ซึ่งน่าจะหมายถึงสมองบวมนั่นเอง

6. ปวดศีรษะตามฤดูกาลทั้ง 3 (ร้อน ฝน หนาว) ซึ่งมีลักษณะไม่แน่นอน แต่มีอาการปวดล้ายกับการปวดศีรษะจากเมตาบอลิซึม เกิดจากการกินอาหารหรือสารพิษเป็นต้น อาจหมายความถึงการปวดศีรษะจากความเครียดไว้ในกลุ่มนี้ด้วย



วิธีการนวดแก้อาการปวดศีรษะจากความเครียด
1. นวดพื้นฐานบ่าและจุดฐานคอ
2. นวดพื้นฐานศีรษะด้านหลัง
3. กดเน้นจุดฐานกะโหลกด้านหลัง 3 จุด
4. นวดพื้นฐานศีรษะด้านหน้า
5. กดเน้นจุดใต้หัวคิ้วกดรีดไปตามใต้หัวคิ้วถึงหางคิ้ว คลึงขมับ
6. นวดพื้นฐานหลัง

วิธีการนวดแก้อาการปวดศีรษะจากเส้นอิทา (ไมเกรน)
1. นวดพื้นฐานบ่า เน้นจุดฐานคอ
2. นวดศีรษะด้านหลังข้างซ้าย เน้นบริเวณขมับข้างซ้าย
3. นวดศีรษะด้านหลังข้างขวา เน้นบริเวณขมับข้างขวา
4. นวดพื้นฐานศีรษะด้านหน้า
5. กดเน้นจุดใต้หัวคิ้วกดรีดไปตามใต้หัวคิ้วถึงหางคิ้ว คลึงขมับข้างซ้าย
6. นวดศีรษะด้านหลังข้างซ้าย เน้นบริเวณขมับข้างซ้าย


วิธีการนวดแก้อาการปวดศีรษะจากเส้นปิงคลา (คลัสเตอร์)
1. นวดพื้นฐานบ่า เน้นจุดฐานคอ
2. นวดศีรษะด้านหลังข้างขวา เน้นบริเวณขมับข้างขวา
3. นวดศีรษะด้านหลังข้างซ้าย เน้นบริเวณขมับข้างซ้าย
4. นวดศีรษะด้านหลังข้างขวา เน้นบริเวณขมับข้างขวาอีกครั้ง
5. นวดพื้นฐานศีรษะด้านหน้า เพิ่มจุดขอบคาง ใต้ริมผีปาก และจุดรอบโคนจมูก(รอบโพรงไซนัส)
6. นวดจุดเหนือใบหู คลึงขมับ

เมดอัพ รับสอน อบรม นวดในประเทศ ทั่วไทย มีใบประกาศ


เมดอัพ รับสอน อบรม นวดในประเทศ ทั่วไทย มีใบประกาศ เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ


โดยอาจารย์ผู้สอนเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ประสบการณ์ของเราเกือน 20 ปี ทั้งในและต่างประเทศ
ในการสอน โดยอาจารย์สามารถสอนเป็นภาษาอังกฤษ คอร์สเรียนเป็นไว เข้าใจง่าย


คอร์สนวดไทย
คอร์สนวดน้ำมัน อโรม่า

คอร์สสวีดิช
คอร์สนวดประคบ
คอร์สนวดปรับสมดุล จัดกระดูก แก้อาการ ประยุกต์
คอร์สแก้อาการ เบสิค ทั่วไป
คอร์สสปาตัว สปาหน้า
คอร์สกัวซา



ถ้าหากท่านใดสนใจ ติดต่อเราได้ที่
holistic.th@gmail.com, 08 222 82 651

รับสอน อบรม นวดต่างประเทศ

รับสอน อบรม นวดต่างประเทศ

เมดอัพ รับสอน อบรม นวดต่างประเทศ

โดยอาจารย์ผู้สอนเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ประสบการณ์ของเราเกือบ 20 ปี ทั้งในและต่างประเทศ
ในการสอน โดยอาจารย์สามารถสอนเป็นภาษาอังกฤษ คอร์สเรียนเป็นไว เข้าใจง่าย

คอร์สนวดไทย
คอร์สนวดน้ำมัน อโรม่า
คอร์สสวีดิช
คอร์สนวดประคบ
คอร์สนวดปรับสมดุล จัดกระดูก แก้อาการ ประยุกต์
คอร์สแก้อาการ เบสิค ทั่วไป

ถ้าหากท่านใดสนใจ ติดต่อเราได้ที่
holistic.th@gmail.com, 08 222 82 651






Twitter Facebook GooGle Plus YouTube Favorites More

 
Design by WordPress Themes | Bloggerized by BidDeal - Premium Themes | 08 222 82 651